2009 Tokyo Motor Show
Motorcycle-USA’s Ken Hutchison is at the Tokyo Motor Show this week, and he’s got a round-up of the show at MC-USA;s web site. You can read it here. I have. What a bore-fest this thing sounds like.
Kawasaki’s not even there. Harley-Davidson is there, but Buell Motorcycles make up a big part of their display, which makes them look sort of stupid. Again. I’m surprised they didn’t force Erik to go, and just stand there weeping publicly, while Harley executives bashed a couple of 1125Rs with sledgehammers.
Other than that, it sounds like everybody was showing off “Green power, maaaan!” and “Save the planet, maaaan!” technology.
Over at Yamaha the big presentation featured the ‘Art of Engineering’. In this philosophy the hot topics were the Smart Power scooter and bicycle-styled experimental vehicles on display in front of the true core of Yamaha’s business: The V-Max R1, Road Star cruiser, new YZ450F and, of course, the world-conquering YZR-M1 MotoGP machine.
Apparently everybody there was really agog over this:
Wow. I just keep looking at it, because I keep trying to think of something I hate more. And I can’t.
I have no doubt the Japanese love it, though. They probably think it’d be a really fun way to wind down after finishing their latest rape comic. Or maybe an easy way to zip home instead of being packed into the subway like sardines during their commute. Just a silent, environmentally-friendly way to get home, followed by watching a TV game show that involves contestants sitting in freezing water while their testicles are crushed in an electric vice.
Yeah, the Japanese enjoy a lot of weird crap, so I bet they adore this monstrosity.
ฟันธง ปีหน้าเบี้ยรถจยย.โต 10%
นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า สิ้นปีนี้ บริษัทจะมีรายได้หรือกำไรที่หักค่าใช้จ่ายแล้วมากกว่ารายจ่าย ประมาณ 50 ล้านบาท มาจาก
1. เงินสมทบจากบริษัทประกันวินาศภัย อัตราปีละ 2.25% ของเบี้ยประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือประกันภัยภาคบังคับ ประมาณ 150-160 ล้านบาทต่อปี 2. การรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ มีเบี้ยประมาณ 1,000 ล้านบาท หักรายจ่ายจากอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) อยู่ที่ 88% ต่ำกว่าตลาดที่สูงถึง 96% และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะมีกำไรกว่า 30 ล้านบาท
3. ขายประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) เอื้ออาทร และค่าธรรมเนียมจากการรับจ้างจัดการเคลมให้กับบริษัทอื่นๆ อัตรา 300 บาท/เคลม รวมกำไร 2 ส่วนนี้ 10 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี รายรับ 50 ล้านบาทข้างต้น ต่ำกว่ารายรับในปี 2548 ที่มียอดอยู่ที่ 60 ล้านบาท เนื่องจากในปีนั้นได้คอมมิสชั่นจากกองกลางรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ (CMIP) อยู่ที่ 12% แต่บริษัทกลางฯ จ่ายค่าคอมมิสชั่นในการขายประกันรถจักรยานยนต์ให้กับตัวแทน ในอัตราเพียง 10% เท่านั้น จึงมีส่วนต่าง 2% แต่เมื่อ CMIP ถูกยุบไป เนื่องจากมีหลายบริษัทถอนตัวออกไปขายประกันรถจักรยานยนต์เอง เพราะเริ่มเห็นกำไรทำให้รายได้ในส่วนนี้หายไป
"เท่าที่ทราบหลายบริษัทที่ถอนตัวอออกไป และตั้งใจจะขายประกันรถจักรยานยนต์เองก็ไม่ได้ขาย และไม่สนใจจะขายด้วย เพราะคุม Loss Ratio ไม่ได้ อีกทั้งเบี้ยรถจักรยานยนต์ต่ำมาก แค่คันละ 300 บาท ไม่คุ้มเมื่อเทียบกับเบี้ยรถยนต์คันละเป็นหมื่นบาท ดังนั้น หลายบริษัทจึงทยอยเลิก ผลจากการที่หลายบริษัททยอยเลิก จึงทำให้รถจักรยานยนต์ไหลมาอยู่ที่บริษัทกลางฯ มากขึ้น เบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 10-12% เพราะไม่มีคู่แข่ง โดยการขายรถจักรยานยนต์ ถ้าไม่คุมสินไหมดีๆ ขาดทุนทันที ส่วนหนึ่งเพราะค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทุกปี จากเดิมค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยอยู่ที่ 6,000 บาท/คน ขยับมาอยู่ที่ 9,000 บาท/คน เพิ่มขึ้น 15% ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก"
นายสมพร กล่าวว่า จากรายรับที่มากกว่ารายจ่ายถึง 50 กว่าล้านบาท ทางบริษัทกลางฯ มีแนวคิดที่จะลดการพึ่งพา หรือลดเงินสมทมที่ผู้ถือหุ้น หรือบริษัทประกันวินาศภัยต้องจ่ายให้ในอัตรา 2.25% ต่อปี หรือประมาณ 150-160 ล้านบาท โดยอาจจะอาจจะปรับลดลงเหลือแค่ปีละ 100 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระของผู้ถือหุ้น และให้การจัดเก็บเงินสมทบเหมาะสมกับค่าใช้จ่ายจริงที่ลดลงจากในอดีต แต่ไม่ใช่ให้เลิกรับ หรือบริษัทประกันภัยวินาศภัยจะเลิกจ่ายเงินสมทบให้บริษัทกลางฯ เพราะหากทำเช่นนั้น บริษัทกลางฯ คงอยู่ไม่ได้ เนื่องจากเงินสมทบยังถือเป็นรายได้หลักอยู่ โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการบริหาร บริษัทกลางฯ หรือ (บอร์ด) ได้เสนอขอลดอัตราเงินสมทบไปที่กรมการประกันภัยแล้ว
แต่ทางกรมการประกันภัยคัดค้าน เห็นว่ายังไม่สมควรที่จะลดเงินสมทบในตอนนี้ โดยให้เหตุผลว่า แม้บริษัทกลางฯ จะมีกำไร แต่เคยขาดทุนจำนวนมาก โดยยอดขาดทุนสะสมจากประกันภัยรถจักรยานยนต์ในรอบ 4 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2542-2545 อยู่ที่ 80 กว่าล้านบาท ก่อนที่จะเริ่มมีกำไร ดังนั้น ควรที่จะเก็บเงินสมทบในอัตราเดิมไปก่อนเพื่อสะสมไว้ โดยเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอบอร์ดและกรมการประกันภัยเท่านั้น ยังไม่ได้นำเสนอกับทางผู้ถือหุ้น ซึ่งคาดว่าจะเสนอในการประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนมีนาคมปีหน้า แต่มาเกิดเรื่องกรณีบริษัทประกันวินาศภัยมีแนวคิดให้ยกเลิกการจ่ายเงินสมทบเข้าบริษัทกลางฯ เสียก่อน
อย่างไรก็ดี นายสมพรกล่าวว่า บริษัทกลางฯ ไม่ได้เตรียมรับมือ หากผู้ถือหุ้นจะเลิกจ่ายเงินสมทบ เพราะมั่นใจว่า ตั้งแต่เปิดบริษัทกลางฯ ขึ้นมาไม่ได้ทำให้ธุรกิจเสียหาย ตรงข้ามกลับช่วยธุรกิจให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเข้าไปรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ที่บริษัทอื่นไม่อยากรับ จากเดิมที่มี Loss Ratio สูงถึง 140% เมื่อบริษัทกลางฯ รับประกัน บริหาร Loss Ratio ลงเหลือ 108% ก่อนจะลดลงเหลือแค่ 92% ในช่วงปรับเบี้ยเป็น 300 ล้านบาท เมื่อ 3 ปีก่อน และลดลงเหลือ 88% ในปัจจุบัน จนทำให้บริษัทกลางฯ เริ่มมีกำไร อีกทั้งยังส่งเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจ อาทิ การรณรงค์ป้องกันอุบัติภัยบนท้องถนน ทำให้อุบัติเหตุลดลง บริษัทประกันภัยจ่ายสินไหมน้อยลง เป็นต้น
ต่อข้อถามถึงการคุมต้นทุนด้านค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นายสมพรกล่าวว่า นอกจากคุมให้มีการจ่ายตามความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจริง จุดไหนที่เป็นการรักษาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจะไม่จ่ายแล้ว ยังมีระบบอี-เคลมที่เริ่มนำมาใช้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา คือ ทันทีที่โรงพยาบาลรับผู้ประสบภัยจากรถเข้ารักษา จะแจ้งข้อมูลผ่านระบบอี-เมลเข้ามาที่บริษัทกลางฯ เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลผู้ประสบภัยมีประกันภัย พ.ร.บ.จริงหรือไม่ หากมีบริษัทกลางฯ รับเป็นเจ้าของไข้ โรงพยาบาลดำเนินการรักษาและตั้งเบิกค่ารักษาได้ทันที ลดการฉ้อฉลเกี่ยวกับเบิกค่ารักษาพยาบาลลงได้ประมาณ 5-10% ขณะที่โรงพยาบาลได้รับค่ารักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว ซึ่งการบริหารจัดการต้นทุนด้านค่ารักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ Loss Ratio ในปีหน้า เพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น จากที่ควรจะเพิ่มขึ้น 10-15% ตามต้นทุนค่ารักษา
ทั้งนี้ ในปีหน้าตนมีนโยบายที่จะเพิ่มโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน เข้าสู่ระบบอี-เคลมเป็น 900 แห่ง ในปีหน้า จากปัจจุบันมีอยู่ 200 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงเสนอตัวขอทำเคลมประกันภัย พ.ร.บ.ให้กับบริษัทอื่น เพื่อหารายได้จากค่าจัดการเคลม ซึ่งปัจจุบันอัตราการเคลม พ.ร.บ.อยู่ที่ 4-500,000 เคลมต่อปี เป็นเคลมของบริษัทกลางฯ ประมาณแสนเคลม หากบริษัทอื่นให้บริษัทกลางฯ เข้าไปช่วยจัดการเคลมอีก 3-400,000 เคลม ที่เหลือจะช่วยประหยัดต้นทุนในส่วนค่าเซอร์เวเยอร์ได้มาก ซึ่งขณะนี้บริษัทมีค่าใช้จ่ายด้านเซอร์เวเยอร์ 700 บาท/ครั้ง ขณะที่ค่าจัดการเคลมของบริษัทกลางฯ อยู่ที่ 300 บาท/ครั้ง โดยได้เริ่มขายไอเดียไปบ้างแล้ว บริษัทส่วนใหญ่เห็นด้วย
สำหรับเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรถจักรยานยนต์ในปีหน้า ตั้งเป้าเพิ่มขึ้น 10-15% คิดเป็นเบี้ยประมาณ 1,100-1,200 ล้านบาท ไม่มีนโยบายขายแข่งกับบริษัทแม่ วัดจากการจ่ายค่าคอมมิสชั่น บริษัทกลางฯ จ่ายให้ตัวแทน 10 บาท บริษัทอื่นจ่าย 20 บาท โดยมีตัวแทน 2,800 คน ซึ่งเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากบริษัทอื่นไม่ขายงาน จะไหลมาอยู่ที่บริษัทกลางฯ อีกส่วนหนึ่ง การที่ภาครัฐได้ยกเลิกกติกาเบิกเครื่องหมายประกันภัย พ.ร.บ.(สติกเกอร์) จากเดิมกำหนดสัดส่วนการเบิกสติกเกอร์ 1:4 คือ เบิกรถยนต์ 1 คัน ต้องเบิกสติกเกอร์รถจักรยานยนต์ 4 คัน แต่เมื่อเลิกกฎนี้ไปทำให้ไม่มีข้อผูกมัด ซึ่งการที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งไม่ขายประกันรถจักรยานยนต์ เริ่มมีประชาชนในหลายจังหวัดร้องเรียนไปที่สำนักงานประกันภัยจังหวัด หาซื้อประกันภัยรถจักรยานยนต์ไม่ได้ แม้บริษัทกลางฯ จะขายอยู่ แต่ไม่ได้มีสาขามากเหมือนบริษัทอื่น
เพิ่มเติม http://www.siamturakij.com
ฟันธง ปีหน้าเบี้ยรถจยย.โต 10%
นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า สิ้นปีนี้ บริษัทจะมีรายได้หรือกำไรที่หักค่าใช้จ่ายแล้วมากกว่ารายจ่าย ประมาณ 50 ล้านบาท มาจาก
1. เงินสมทบจากบริษัทประกันวินาศภัย อัตราปีละ 2.25% ของเบี้ยประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือประกันภัยภาคบังคับ ประมาณ 150-160 ล้านบาทต่อปี 2. การรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ มีเบี้ยประมาณ 1,000 ล้านบาท หักรายจ่ายจากอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) อยู่ที่ 88% ต่ำกว่าตลาดที่สูงถึง 96% และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะมีกำไรกว่า 30 ล้านบาท
3. ขายประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) เอื้ออาทร และค่าธรรมเนียมจากการรับจ้างจัดการเคลมให้กับบริษัทอื่นๆ อัตรา 300 บาท/เคลม รวมกำไร 2 ส่วนนี้ 10 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี รายรับ 50 ล้านบาทข้างต้น ต่ำกว่ารายรับในปี 2548 ที่มียอดอยู่ที่ 60 ล้านบาท เนื่องจากในปีนั้นได้คอมมิสชั่นจากกองกลางรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ (CMIP) อยู่ที่ 12% แต่บริษัทกลางฯ จ่ายค่าคอมมิสชั่นในการขายประกันรถจักรยานยนต์ให้กับตัวแทน ในอัตราเพียง 10% เท่านั้น จึงมีส่วนต่าง 2% แต่เมื่อ CMIP ถูกยุบไป เนื่องจากมีหลายบริษัทถอนตัวออกไปขายประกันรถจักรยานยนต์เอง เพราะเริ่มเห็นกำไรทำให้รายได้ในส่วนนี้หายไป
"เท่าที่ทราบหลายบริษัทที่ถอนตัวอออกไป และตั้งใจจะขายประกันรถจักรยานยนต์เองก็ไม่ได้ขาย และไม่สนใจจะขายด้วย เพราะคุม Loss Ratio ไม่ได้ อีกทั้งเบี้ยรถจักรยานยนต์ต่ำมาก แค่คันละ 300 บาท ไม่คุ้มเมื่อเทียบกับเบี้ยรถยนต์คันละเป็นหมื่นบาท ดังนั้น หลายบริษัทจึงทยอยเลิก ผลจากการที่หลายบริษัททยอยเลิก จึงทำให้รถจักรยานยนต์ไหลมาอยู่ที่บริษัทกลางฯ มากขึ้น เบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 10-12% เพราะไม่มีคู่แข่ง โดยการขายรถจักรยานยนต์ ถ้าไม่คุมสินไหมดีๆ ขาดทุนทันที ส่วนหนึ่งเพราะค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทุกปี จากเดิมค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยอยู่ที่ 6,000 บาท/คน ขยับมาอยู่ที่ 9,000 บาท/คน เพิ่มขึ้น 15% ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก"
นายสมพร กล่าวว่า จากรายรับที่มากกว่ารายจ่ายถึง 50 กว่าล้านบาท ทางบริษัทกลางฯ มีแนวคิดที่จะลดการพึ่งพา หรือลดเงินสมทมที่ผู้ถือหุ้น หรือบริษัทประกันวินาศภัยต้องจ่ายให้ในอัตรา 2.25% ต่อปี หรือประมาณ 150-160 ล้านบาท โดยอาจจะอาจจะปรับลดลงเหลือแค่ปีละ 100 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระของผู้ถือหุ้น และให้การจัดเก็บเงินสมทบเหมาะสมกับค่าใช้จ่ายจริงที่ลดลงจากในอดีต แต่ไม่ใช่ให้เลิกรับ หรือบริษัทประกันภัยวินาศภัยจะเลิกจ่ายเงินสมทบให้บริษัทกลางฯ เพราะหากทำเช่นนั้น บริษัทกลางฯ คงอยู่ไม่ได้ เนื่องจากเงินสมทบยังถือเป็นรายได้หลักอยู่ โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการบริหาร บริษัทกลางฯ หรือ (บอร์ด) ได้เสนอขอลดอัตราเงินสมทบไปที่กรมการประกันภัยแล้ว
แต่ทางกรมการประกันภัยคัดค้าน เห็นว่ายังไม่สมควรที่จะลดเงินสมทบในตอนนี้ โดยให้เหตุผลว่า แม้บริษัทกลางฯ จะมีกำไร แต่เคยขาดทุนจำนวนมาก โดยยอดขาดทุนสะสมจากประกันภัยรถจักรยานยนต์ในรอบ 4 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2542-2545 อยู่ที่ 80 กว่าล้านบาท ก่อนที่จะเริ่มมีกำไร ดังนั้น ควรที่จะเก็บเงินสมทบในอัตราเดิมไปก่อนเพื่อสะสมไว้ โดยเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอบอร์ดและกรมการประกันภัยเท่านั้น ยังไม่ได้นำเสนอกับทางผู้ถือหุ้น ซึ่งคาดว่าจะเสนอในการประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนมีนาคมปีหน้า แต่มาเกิดเรื่องกรณีบริษัทประกันวินาศภัยมีแนวคิดให้ยกเลิกการจ่ายเงินสมทบเข้าบริษัทกลางฯ เสียก่อน
อย่างไรก็ดี นายสมพรกล่าวว่า บริษัทกลางฯ ไม่ได้เตรียมรับมือ หากผู้ถือหุ้นจะเลิกจ่ายเงินสมทบ เพราะมั่นใจว่า ตั้งแต่เปิดบริษัทกลางฯ ขึ้นมาไม่ได้ทำให้ธุรกิจเสียหาย ตรงข้ามกลับช่วยธุรกิจให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเข้าไปรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ที่บริษัทอื่นไม่อยากรับ จากเดิมที่มี Loss Ratio สูงถึง 140% เมื่อบริษัทกลางฯ รับประกัน บริหาร Loss Ratio ลงเหลือ 108% ก่อนจะลดลงเหลือแค่ 92% ในช่วงปรับเบี้ยเป็น 300 ล้านบาท เมื่อ 3 ปีก่อน และลดลงเหลือ 88% ในปัจจุบัน จนทำให้บริษัทกลางฯ เริ่มมีกำไร อีกทั้งยังส่งเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจ อาทิ การรณรงค์ป้องกันอุบัติภัยบนท้องถนน ทำให้อุบัติเหตุลดลง บริษัทประกันภัยจ่ายสินไหมน้อยลง เป็นต้น
ต่อข้อถามถึงการคุมต้นทุนด้านค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นายสมพรกล่าวว่า นอกจากคุมให้มีการจ่ายตามความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจริง จุดไหนที่เป็นการรักษาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจะไม่จ่ายแล้ว ยังมีระบบอี-เคลมที่เริ่มนำมาใช้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา คือ ทันทีที่โรงพยาบาลรับผู้ประสบภัยจากรถเข้ารักษา จะแจ้งข้อมูลผ่านระบบอี-เมลเข้ามาที่บริษัทกลางฯ เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลผู้ประสบภัยมีประกันภัย พ.ร.บ.จริงหรือไม่ หากมีบริษัทกลางฯ รับเป็นเจ้าของไข้ โรงพยาบาลดำเนินการรักษาและตั้งเบิกค่ารักษาได้ทันที ลดการฉ้อฉลเกี่ยวกับเบิกค่ารักษาพยาบาลลงได้ประมาณ 5-10% ขณะที่โรงพยาบาลได้รับค่ารักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว ซึ่งการบริหารจัดการต้นทุนด้านค่ารักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ Loss Ratio ในปีหน้า เพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น จากที่ควรจะเพิ่มขึ้น 10-15% ตามต้นทุนค่ารักษา
ทั้งนี้ ในปีหน้าตนมีนโยบายที่จะเพิ่มโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน เข้าสู่ระบบอี-เคลมเป็น 900 แห่ง ในปีหน้า จากปัจจุบันมีอยู่ 200 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงเสนอตัวขอทำเคลมประกันภัย พ.ร.บ.ให้กับบริษัทอื่น เพื่อหารายได้จากค่าจัดการเคลม ซึ่งปัจจุบันอัตราการเคลม พ.ร.บ.อยู่ที่ 4-500,000 เคลมต่อปี เป็นเคลมของบริษัทกลางฯ ประมาณแสนเคลม หากบริษัทอื่นให้บริษัทกลางฯ เข้าไปช่วยจัดการเคลมอีก 3-400,000 เคลม ที่เหลือจะช่วยประหยัดต้นทุนในส่วนค่าเซอร์เวเยอร์ได้มาก ซึ่งขณะนี้บริษัทมีค่าใช้จ่ายด้านเซอร์เวเยอร์ 700 บาท/ครั้ง ขณะที่ค่าจัดการเคลมของบริษัทกลางฯ อยู่ที่ 300 บาท/ครั้ง โดยได้เริ่มขายไอเดียไปบ้างแล้ว บริษัทส่วนใหญ่เห็นด้วย
สำหรับเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรถจักรยานยนต์ในปีหน้า ตั้งเป้าเพิ่มขึ้น 10-15% คิดเป็นเบี้ยประมาณ 1,100-1,200 ล้านบาท ไม่มีนโยบายขายแข่งกับบริษัทแม่ วัดจากการจ่ายค่าคอมมิสชั่น บริษัทกลางฯ จ่ายให้ตัวแทน 10 บาท บริษัทอื่นจ่าย 20 บาท โดยมีตัวแทน 2,800 คน ซึ่งเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากบริษัทอื่นไม่ขายงาน จะไหลมาอยู่ที่บริษัทกลางฯ อีกส่วนหนึ่ง การที่ภาครัฐได้ยกเลิกกติกาเบิกเครื่องหมายประกันภัย พ.ร.บ.(สติกเกอร์) จากเดิมกำหนดสัดส่วนการเบิกสติกเกอร์ 1:4 คือ เบิกรถยนต์ 1 คัน ต้องเบิกสติกเกอร์รถจักรยานยนต์ 4 คัน แต่เมื่อเลิกกฎนี้ไปทำให้ไม่มีข้อผูกมัด ซึ่งการที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งไม่ขายประกันรถจักรยานยนต์ เริ่มมีประชาชนในหลายจังหวัดร้องเรียนไปที่สำนักงานประกันภัยจังหวัด หาซื้อประกันภัยรถจักรยานยนต์ไม่ได้ แม้บริษัทกลางฯ จะขายอยู่ แต่ไม่ได้มีสาขามากเหมือนบริษัทอื่น
เพิ่มเติม http://www.siamturakij.com
ตลาดมอเตอร์ไซค์มะกาหัวทิ่ม ยักษ์ "ฮาร์เลย์" ทุ่มลงทุนอินเดีย
น่าแปลกใจอย่างมากก็คือ ตลาดมอเตอร์ไซค์ที่จมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ตลอด 3 ไตรมาสปี 2009 ที่น่าห่วงอย่างยิ่งก็คือที่โหดที่สุดมีแนวโน้มว่าปี 2010 จะไม่ดีขึ้น เพียงแต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าอย่าถึง ขนาดเลวกว่าปี 2009 เลย
รายงานของ Motorcycle Industry Council ประมาณยอดขายมอเตอร์ไซค์ในไตรมาส 3 ของปี 2009 ตกลงมากถึง 37.3 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2008 เมื่อเห็นตัวเลขเราย่อมต้องรู้ว่ายอดขายไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายจะเป็นตัวเลขที่ต่ำ ที่ขายดีก็คือไตรมาส 2 และ 3 ที่เป็นดังนี้มิใช่มอเตอร์ไซค์เท่านั้น สินค้า อื่น ๆ ก็ขึ้นลงแบบนี้เหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน
มันจะไม่ตกใจได้อย่างไรก็ตลาด รถมอเตอร์ไซค์นั้นมิใช่เป็นเงินคันละมากมายจนถึงขนาดต้องหยุดชะงัก จะมีแพงก็ยี่ห้อ "ฮาร์เลย์-เดวิดสัน" เท่านั้น จะว่าแพงก็ไม่เชิงเพราะบางรุ่นราคา 15,000 เหรียญ ความจริงก็คือ 2-3 ปีมานี้เศรษฐกิจมะกาไม่ดี ฮาร์เลย์จึงผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กราคาไม่ถึง 10,000 เหรียญออกมา ได้ยินว่ายอดขายไม่ค่อยดีเนื่องด้วยขนาดใหญ่ราคา 2-3 หมื่นเหรียญนั้นนักเล่นต้องการซื้อมาใช้และโชว์มากกว่า ถ้าจะใช้ขนาดเล็กก็ไปซื้อยี่ห้อยามาฮ่า คาวาซากิ หรือซูซูกิ น่าจะสวยกว่า
ฮาร์เลย์นั้นเป็นมอเตอร์ไซค์คลาสสิก คนที่ซื้อมาใช้นับว่ารักและชอบมันอย่างจริงใจ (แม้จะซื้อมาแล้วไม่ค่อยกล้า เอา ออกมาขี่เพราะกลัวโดนขีด หรือมีบาดแผล) เมื่อตลาดซบเซาฮาร์เลย์ย่อมกระเทือนอย่างมาก
รายได้ของฮาร์เลย์ปีละหลายพันล้านเหรียญ ปีสองปีที่ผ่านมาหายไปเป็นพันล้านเหรียญเพราะกิจการของฮาร์เลย์ถือว่าใหญ่ มีคนงานประมาณ 2,000 คน เงินเดือน เงินชั่วโมงค่อนข้างสูง
เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี การค้าตกต่ำ สิ่งที่ต้องทำก็คือ การลดค่าใช้จ่ายของบริษัท ฮาร์เลย์จำเป็นต้องลดคนงานลงครึ่งหนึ่ง ต้องขายแผนกมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อ Buell และ MV Agusta (อิตาลี) ออกไป แม้จะลด คนงาน ลดค่าใช้จ่าย แต่สิ่งหนึ่งที่ลดไม่ได้หรือไม่ยอมลดก็คือการโฆษณา ซึ่งในมะกาถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ยิ่งเศรษฐกิจ ไม่ดีอย่างนี้ขืนลดหรือหายไปจากจอทีวี หรือ น.ส.พ. คนจำนวนมากอาจเข้าใจได้อย่างเดียว คือ ธุรกิจนั้น ๆ จบสิ้นแล้ว เจ๊งแล้ว
ยักษ์ใหญ่ห้างสรรพสินค้าดังยี่ห้อ Macy"s เข้าใจสถานการณ์ตกต่ำได้ดีเยี่ยม เมซี่ทุ่มโฆษณาลงใน น.ส.พ.แอลเอ.ไทม์เดือนละเกือบ 100 หน้า บางวัน 15 หน้า บางวัน 8-10 หน้า ธุรกิจอื่น ๆ ก็เช่นกัน ยิ่งเป็นฉบับวันอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่อยู่ในตัว น.ส.พ. หรือโฆษณาแทรกมีเป็นกะตั้ก หนา 2-3 นิ้ว เพราะเล่มวันอาทิตย์มีคูปองลดราคาเกือบทุกหน้า สินค้าลดราคาหลายเปอร์เซ็นต์
ยักษ์ใหญ่ฮาร์เลย์นั้นไม่ค่อยสนใจ ตลาดต่างประเทศเท่าไร ผมคิดว่าเป็นเพราะมะกาประเทศเดียวก็เหลือกินแล้ว (หรือสนองจนเต็มไม้เต็มมือแทบไม่ทัน) เศรษฐกิจซบเซาคราวนี้ร้ายแรงมาก ร้ายขนาดที่ฮาร์เลย์ถึงกับต้องหาทางเปิดตลาดในอินเดีย จีน และยุโรป เพราะเศรษฐกิจของประเทศทั้งหลายนอกจากมะกาแล้วไม่ค่อยกระทบเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถมอเตอร์ไซค์
ปัจจุบันยอดขายของฮาร์เลย์ในต่างประเทศมีประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์ ฮาร์เลย์ต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ภายใน ปี 2014 โดยมุ่งไปที่ตลาดอินเดียเป็นอันดับที่ 1 และจีนเป็นอันดับที่ 2 เพราะรู้ว่าประชากรของทั้ง 2 ประเทศนี้ มีกำลังซื้อ เข้มแข็งมาก ตรงข้ามมะกาที่มีการปลดคนงานออกจำนวนมาก แล้วจะซื้อรถได้อย่างไร
ไตรมาส 3 ของปี 2009 ฮาร์เลย์มีผลกำไร 26.5 ล้านเหรียญ ในขณะที่ในไตรมาสเดียวกันปี 2008 มีผลกำไร 166.5 ล้านเหรียญ คิดเป็นรายได้ลดลง 21 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินรายได้ 1.12 พันล้านเหรียญ เพราะยอดขายหรือจำนวนมอเตอร์ไซค์ในมะกาหายไป 24 เปอร์เซ็นต์ และยอดขายในต่างประเทศทั่วโลกลดลงประมาณ 6 หมื่นคัน
ในอินเดียฮาร์เลย์เป็นมอเตอร์ไซค์ชั้นดีเปรียบเทียบกับรถยนต์ชั้นสูงในอินเดียที่นิยมใช้เบนซ์ ออดี้ และโรลสรอยซ์ มานานหลายปี โดยมีคู่แข่งเช่น จากัวร์ และแลนด์โรเวอร์ ตามประกบคอยฉกชิงลูกค้า ซึ่งวงการตลาดของอินเดียคาดว่าถ้าคู่ชิงใหม่สู้จริงแบบไม่ถอยหรือมีราคาถูกกว่าแต่คุณภาพไม่แพ้กันละก็ คอยดูคอยชมเถอะน่าดูแน่
ตลาดมอเตอร์ไซค์ (ชั้นค่อนข้างดี) ในอินเดียก็คือ มอเตอร์ไซค์ของบริษัท Bajaj ขนาดเครื่องยนต์ 180 ซีซี ซึ่งคนอินเดียว่ามันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะกับการสัญจรไปมาบนถนน ไอ้การที่จะซื้อพวกฮาร์เลย์มาใช้นั้นคงจะทำได้ยากเพราะคนอินเดียส่วนมากเป็นคนจน แต่คนอินเดียมีกว่า 1 พันล้านคน คนที่จะซื้อมอเตอร์ไซค์แพงขนาดยี่ห้อ "ฮาร์เลย์" นั้นก็ต้องมีแน่ คิดกันหยาบ ๆ ก็คงเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งแม้จะมีข่าวว่ารัฐบาลอินเดียกำลังจะขึ้นภาษีมอเตอร์ไซค์หรือเก๋งหรูนั่นก็มิได้เป็นอุปสรรคอะไรสำหรับเศรษฐี (หรือเศรษฐีหน้าไหน ชาติไหน) เพราะถือว่าเป็นเงินเล็กน้อย ถ้าเกิดกำหนัดอยากได้ฮาร์เลย์เขาก็ต้องหาซื้อมันมาปลดกำหนัดได้
คนอินเดียทั่ว ๆ ไปมีเงินรายได้ต่ำกว่า 1 พันเหรียญต่อปี รถที่เขาใช้กันก็คงไม่ผิดกับคนไทย คือ ใช้มอเตอร์ไซค์ และสกูตเตอร์นั่งได้ 2 คน (สู้คนไทยไม่ได้ที่นั่งพ่อแม่ลูกได้ 3-4 คน) ในราคาคันละไม่เกิน 1,500 เหรียญ ซึ่งเขาจะซื้อยี่ห้อบาจาจ เครื่องยนต์ 188 ซีซี หรือจะซื้อของฮอนด้าเครื่องยนต์ 150 ซีซี ก็เลือกเอาเอง ที่แน่ ๆ ก็คือไม่มีสิทธิ์ซื้อฮาร์เลย์ได้เพราะของฮาร์เลย์อย่างต่ำเครื่องยนต์ 500 ซีซีก็แพงนะ ซื้อไม่ได้ ไม่มีเงิน
นั่นมิได้เป็นปัญหา เพราะจุดใหญ่ของฮาร์เลย์อยู่ที่การแนะนำเปิดตัวให้คนอินเดียรู้จัก เข้าทำนองว่าเศรษฐีอินเดียซื้อฮาร์เลย์ใช้ คนจนซื้อบาจาจหรือฮอนด้ามาใช้ มีเงินน้อยซื้อของถูก ฮาร์เลย์เห็นว่าการที่คนอินเดียได้เห็นฮาร์เลย์วิ่งฉลุยนั้นสำคัญกว่าสิ่งใด เพราะจะมีการพูดกันต่อ ๆ ไปว่าฮาร์เลย์เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุด ดีสมราคา แล้วมันจะมีจำนวนมากขึ้นเอง ใจเย็น ๆ
รายงานของ Society of Indian Automobile Manufactures เผยออกมาเกี่ยวกับจำนวนมอเตอร์ไซค์และสกูตเตอร์ในอินเดีย ดูปี 2007 ขายได้เกือบ 8 ล้านคัน ปี 2009 เพียง 9 เดือนขายได้แล้วประมาณ 7 ล้านคัน ผมคิดว่าถึงสิ้นปีอาจฟาดกว่า 8 ล้านคัน เพราะคนอินเดียมีเศรษฐีเพิ่มขึ้น ๆ
ฮาร์เลย์ในมะกาลดการผลิตลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ มีการเจรจาตกลงให้คนงานออกประมาณ 1 พันคนพร้อมเงินชดเชย แล้วลงทุนเปิดตลาดใหญ่ในต่างประเทศทั่วโลก จะเป็นเศรษฐีใหญ่ขนาดไหน ไว้ก็รู้เอง
เพิ่มเติม http://www.thannews.th.com/


