Yamaha Scorpio Z CW Red Edition

Yamaha Scorpio Z CW Red EditionYamaha Scorpio Z CW Red Edition
READ MORE - Yamaha Scorpio Z CW Red Edition

octoberFAST


no, its not time to deprive yourself: it's time to race! today is the day to celebrate all things german at bob's bmw. they have all sorts of things going including a superbike challenge (on the ps3), food, contests, the usual and the unusual. my advice: dont eat the bratwurst prior to trying out the wheelie machine!
READ MORE - octoberFAST

Ducati Desmosedici GP9 Moto GP

Ducati Desmosedici GP9 Moto GPDucati Desmosedici GP9 Moto GP red edition
READ MORE - Ducati Desmosedici GP9 Moto GP

"จยย.ไทเกอร์"พลิกเกมรับจ้างผลิต ชนยักษ์ญี่ปุ่นมีแต่เจ็บตัวหันเล็งลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

"ไทเกอร์" รู้หลบ ปรับแผนหันมาเน้นรับจ้างผลิตแทน รับก่อนหน้าทำตลาดแข่งกับแบรนด์ญี่ปุ่นเจ็บตัวเยอะ ล่าสุดเตรียมรับจ้างผลิตรถ "มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า" อีกยี่ห้อ ส่วน "ไทเกอร์-แซคส์" ยังเดินหน้าทำตลาดต่อ แต่ขอปรับยุทธศาสตร์เล็กน้อย นายปริย มโนมัยพิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาการตลาด บริษัท ไบค์แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ "ไทเกอร์" และ "แซคส์" เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทได้ปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ทั้งหมดจากเดิมทำหน้าที่ผลิตและจำหน่าย หลังจากนี้ไปจะเน้นเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตรถจักรยานยนต์ (โออีเอ็ม) ให้กับแบรนด์ ต่าง ๆ เพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, อเมริกา และยุโรป โดยจะใช้ชื่อ "แบรนด์" แตกต่างกันไปตามแต่ละตัวแทนจำหน่ายประเทศนั้น ๆ ยกเว้นเพียงในฟิลิปปินส์เท่านั้นที่ยังคงใช้แบรนด์ "ไทเกอร์"


"ตลาดส่งออกเราจะมีการส่งออกไปขายในแต่ละประเทศเยอะมาก ในอินโดนีเซีย มียอดขายมากกว่า 200 คันต่อเดือน ส่วนอนาคตคาดว่ายอดจะเพิ่มขึ้นเป็น 400 คันต่อเดือน ส่วนในมาเลเซียและฟิลิปปินส์นั้น ก็มียอดหลายร้อยคันต่อเดือน ในขณะที่ญี่ปุ่นก็มีการส่งออกไปด้วยเช่นกัน"

นายปริยกล่าวถึงเหตุผลที่หันมาเน้นรับจ้างผลิตแทน เนื่องจากก่อนหน้านี้ ไทเกอร์ทำตลาดรถจักรยานยนต์แข่งกับ แบรนด์ใหญ่ ๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งการแข่งขันรุนแรงมาก และต้องใช้เงินจำนวนมากในการปลุกตลาด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการรับจ้างผลิต มีกำไรกว่าเยอะ

"จะเห็นว่าในช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้ เรามียอดการผลิตรถจักรยานยนต์อยู่ที่เดือนละ 4,000-6,000 คันต่อเดือน ขณะนั้นบริษัทยังมุ่งเน้นทำตลาดด้วยการผลิตรถจักรยานยนต์ชนกับแบรด์ดัง ๆ ของญี่ปุ่น เจ็บตัวไปเยอะเลย ตอนนี้หันมารับจ้างผลิตรถจักรยานยนต์ หลายคนบอกว่าเราเดินถูกทางแล้ว"

ล่าสุดบริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท อิเล็ค มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากอเมริกา ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ "เนทีฟ" เพื่อส่งผลิตและส่งออกไปยังอเมริกาและยุโรป ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อผลิตรถจักรยานยนต์โมเดลใหม่ ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า คาดว่าจะมียอดผลิตอยู่ที่ 200-500 คัน

นายปริยกล่าวถึงแนวทางการรุกตลาดรถจักรยานยนต์แซคส์ไบค์ว่า จะหันไปโฟกัสเฉพาะกลุ่มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากรถจักรยานยนต์ที่ทำตลาดอยู่ในบ้านเราปัจจุบัน ขณะที่แบรนด์ "ไทเกอร์" ก็จะมุ่งเน้นไปในกลุ่มรถย้อนยุค เช่น รุ่น "รีโท" ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานั้น ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ส่วนรุ่น "บ็อคเซอร์" ซึ่งเป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หลังจากที่บริษัทใช้วิธีการเข้าไปทำตลาดด้วยวิธีประมูลงานจากภาครัฐ จากนี้ไปบริษัทก็จะพยายามเข้าไปประมูลงานตรงนี้เพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่นั้น หลังจากที่ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจมาเจาะกลุ่มรถจักรยานยนต์เฉพาะกลุ่มมากขึ้น บริษัทเตรียมส่งรถจักรยานยนต์ประเภทสปอร์ต คลาสสิกออกสู่ตลาดในเร็ว ๆ นี้ ส่วนรถจักรยายนต์ไฟฟ้านั้น แม้ว่าปัจจุบันในประเทศไทยจะยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ก็เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จากเทรนด์ของตลาดรถจักรยายนต์ประเภทนี้จะได้รับความนิยมอย่างแน่นอน

สำหรับกำลังการผลิตของบริษัทในปัจจุบันนั้น มีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 1,200 คันต่อเดือน แบ่งเป็นการผลิต เพื่อจำหน่ายในประเทศ 700 คันต่อเดือน และการผลิตเพื่อจำหน่ายไปยังต่างประเทศอีก 500 คันต่อเดือน แต่เนื่องจากช่วงที่ ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลง ทำให้ต้องปรับเป้าการผลิตเหลือเพียง 1,000 คันต่อเดือนเท่านั้น

READ MORE - "จยย.ไทเกอร์"พลิกเกมรับจ้างผลิต ชนยักษ์ญี่ปุ่นมีแต่เจ็บตัวหันเล็งลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

"จยย.ไทเกอร์"พลิกเกมรับจ้างผลิต ชนยักษ์ญี่ปุ่นมีแต่เจ็บตัวหันเล็งลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

"ไทเกอร์" รู้หลบ ปรับแผนหันมาเน้นรับจ้างผลิตแทน รับก่อนหน้าทำตลาดแข่งกับแบรนด์ญี่ปุ่นเจ็บตัวเยอะ ล่าสุดเตรียมรับจ้างผลิตรถ "มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า" อีกยี่ห้อ ส่วน "ไทเกอร์-แซคส์" ยังเดินหน้าทำตลาดต่อ แต่ขอปรับยุทธศาสตร์เล็กน้อย นายปริย มโนมัยพิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาการตลาด บริษัท ไบค์แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ "ไทเกอร์" และ "แซคส์" เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทได้ปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ทั้งหมดจากเดิมทำหน้าที่ผลิตและจำหน่าย หลังจากนี้ไปจะเน้นเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตรถจักรยานยนต์ (โออีเอ็ม) ให้กับแบรนด์ ต่าง ๆ เพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, อเมริกา และยุโรป โดยจะใช้ชื่อ "แบรนด์" แตกต่างกันไปตามแต่ละตัวแทนจำหน่ายประเทศนั้น ๆ ยกเว้นเพียงในฟิลิปปินส์เท่านั้นที่ยังคงใช้แบรนด์ "ไทเกอร์"


"ตลาดส่งออกเราจะมีการส่งออกไปขายในแต่ละประเทศเยอะมาก ในอินโดนีเซีย มียอดขายมากกว่า 200 คันต่อเดือน ส่วนอนาคตคาดว่ายอดจะเพิ่มขึ้นเป็น 400 คันต่อเดือน ส่วนในมาเลเซียและฟิลิปปินส์นั้น ก็มียอดหลายร้อยคันต่อเดือน ในขณะที่ญี่ปุ่นก็มีการส่งออกไปด้วยเช่นกัน"

นายปริยกล่าวถึงเหตุผลที่หันมาเน้นรับจ้างผลิตแทน เนื่องจากก่อนหน้านี้ ไทเกอร์ทำตลาดรถจักรยานยนต์แข่งกับ แบรนด์ใหญ่ ๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งการแข่งขันรุนแรงมาก และต้องใช้เงินจำนวนมากในการปลุกตลาด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการรับจ้างผลิต มีกำไรกว่าเยอะ

"จะเห็นว่าในช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้ เรามียอดการผลิตรถจักรยานยนต์อยู่ที่เดือนละ 4,000-6,000 คันต่อเดือน ขณะนั้นบริษัทยังมุ่งเน้นทำตลาดด้วยการผลิตรถจักรยานยนต์ชนกับแบรด์ดัง ๆ ของญี่ปุ่น เจ็บตัวไปเยอะเลย ตอนนี้หันมารับจ้างผลิตรถจักรยานยนต์ หลายคนบอกว่าเราเดินถูกทางแล้ว"

ล่าสุดบริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท อิเล็ค มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากอเมริกา ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ "เนทีฟ" เพื่อส่งผลิตและส่งออกไปยังอเมริกาและยุโรป ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อผลิตรถจักรยานยนต์โมเดลใหม่ ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า คาดว่าจะมียอดผลิตอยู่ที่ 200-500 คัน

นายปริยกล่าวถึงแนวทางการรุกตลาดรถจักรยานยนต์แซคส์ไบค์ว่า จะหันไปโฟกัสเฉพาะกลุ่มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากรถจักรยานยนต์ที่ทำตลาดอยู่ในบ้านเราปัจจุบัน ขณะที่แบรนด์ "ไทเกอร์" ก็จะมุ่งเน้นไปในกลุ่มรถย้อนยุค เช่น รุ่น "รีโท" ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานั้น ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ส่วนรุ่น "บ็อคเซอร์" ซึ่งเป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หลังจากที่บริษัทใช้วิธีการเข้าไปทำตลาดด้วยวิธีประมูลงานจากภาครัฐ จากนี้ไปบริษัทก็จะพยายามเข้าไปประมูลงานตรงนี้เพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่นั้น หลังจากที่ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจมาเจาะกลุ่มรถจักรยานยนต์เฉพาะกลุ่มมากขึ้น บริษัทเตรียมส่งรถจักรยานยนต์ประเภทสปอร์ต คลาสสิกออกสู่ตลาดในเร็ว ๆ นี้ ส่วนรถจักรยายนต์ไฟฟ้านั้น แม้ว่าปัจจุบันในประเทศไทยจะยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ก็เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จากเทรนด์ของตลาดรถจักรยายนต์ประเภทนี้จะได้รับความนิยมอย่างแน่นอน

สำหรับกำลังการผลิตของบริษัทในปัจจุบันนั้น มีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 1,200 คันต่อเดือน แบ่งเป็นการผลิต เพื่อจำหน่ายในประเทศ 700 คันต่อเดือน และการผลิตเพื่อจำหน่ายไปยังต่างประเทศอีก 500 คันต่อเดือน แต่เนื่องจากช่วงที่ ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลง ทำให้ต้องปรับเป้าการผลิตเหลือเพียง 1,000 คันต่อเดือนเท่านั้น

READ MORE - "จยย.ไทเกอร์"พลิกเกมรับจ้างผลิต ชนยักษ์ญี่ปุ่นมีแต่เจ็บตัวหันเล็งลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

“ฮอนด้า” มั่นใจจุดพลุรถรุ่นใหม่ 2 รุ่น คาดตลาดรวมปีนี้เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 10%

รายงานตลาดรถจักรยานยนต์ในเดือนสิงหาคม 2552 ด้วยปริมาณยอดจดทะเบียน 121,349 คัน ในขณะที่ปริมาณยอดจดทะเบียนสะสมตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึงเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 1,008,889 คัน ซึ่งลดลง 17% เมื่อเทียบกับยอดสะสมของช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรือเมื่อเทียบกับเดือนกรกฏาคมปีเดียวกัน ลดลง 14% แต่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขยอดจดทะเบียนโดยรวมของปีนี้จะหดตัวลดลง แต่หากวิเคราะห์อัตราการเติบโตในเชิงลึกมากขึ้น จะเห็นว่าเฉพาะตัวเลขปริมาณยอดจดทะเบียนของรถจักรยานยนต์ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยภายในปี 2552 นี้มียอดจดทะเบียนถึงเดือนสิงหาคมถึง 402,367 คัน ซึ่ง จากแนวโน้มและทิศทางของตลาดดังกล่าว ทำให้ค่ายผู้นำอย่างฮอนด้า ผู้บุกเบิกการนำระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดนี้มาใช้กับตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ยิ่งมีความมั่นใจ มุ่งเดินหน้ารุกเกมกลยุทธ์กระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดรวมอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยล่าสุดได้ประกาศก้องแสดงศักยภาพผู้นำตลาดเมืองไทย เปิดตัวรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดรุ่นใหม่พร้อมกันถึง 2 รุ่น “ฮอนด้า PCX” และ “ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ” พร้อมปรับตัวเลขการคาดการณ์ตลาดรวมสวนทิศทางยอดตัวเลขตลาดในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,470,000 คัน จากเดิมเมื่อต้นปีที่ 1,350,000 คัน

นายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการ บริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “หลังจากที่ฮอนด้าได้ประกาศเจตนารมย์เปลี่ยนแปลงยุคแห่งการขับขี่รถ จักรยานยนต์จากระบบคาร์บูเรเตอร์มาสู่ยุคการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์จ่าย น้ำมันแบบหัวฉีด ส่งผลให้ทิศทางตลาดรถจักรยานยนต์ในส่วนที่เป็นระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดนี้มี อัตราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมต่อเนื่อง พร้อมสามารถสร้างความเชื่อมั่นในคุณประโยชน์ของระบบได้มากขึ้น ซึ่งสาเหตุหนึ่งของสัญญาณที่ดีนี้ เนื่องมาจากคุณสมบัติเด่นด้านความประหยัด และสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมของตัวระบบและเครื่องยนต์เอง ประกอบกับการจัดกิจกรรมให้ความรู้และกระตุ้นตลาดเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้อย่าง ต่อเนื่องของค่ายผู้ผลิต ได้ส่งผลให้เกิดกระแสความตื่นตัว และความสนใจเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภค โดยปัจจุบันรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดของฮอนด้านี้มีปริมาณยอดจดทะเบียนปี 2552 ที่ 393,525 คัน ขณะที่ยอดจดทะเบียนรวมของทุกค่ายผู้ผลิตอยู่ที่ 402,367 คัน นับเป็นภาพของสัญญาณที่ดีแก่การเริ่มต้นในตลาดของไตรมาสสุดท้าย”

ทั้ง นี้ ล่าสุดค่ายผู้นำอย่างรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้ตอกย้ำกระแสความนิยมรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดที่มีมากขึ้น แสดงศักยภาพความเป็นที่หนึ่งตลอดกาลในตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ด้วยการแนะนำรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดถึง 2 รุ่น โดยรุ่นแรกคือ “ฮอนด้า PCX” รถจักรยานยนต์ระดับ World Premiere ที่ เป็นโมเดลระดับโลก และมีกำหนดเผยโฉมที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรก พร้อมให้คนไทยได้ขับขี่ก่อนใครในโลก เดือนพฤศจิกายนนี้ กับอีกหนึ่งรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ที่มีตำนานความสนุกจากประเทศญี่ปุ่น กับ Honda Scoopy i โดยทั้ง 2 รุ่นเป็นรถจักรยานยนต์แบบเอ.ที. และจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI ซึ่งจากกระแสการตอบรับจากมหาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่น “สกู๊ปปี้ ไอ” ในงาน Honda Fun United Festival ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ 3 จังหวัดติดต่อกัน เขาใหญ่, เชียงใหม่ และกระบี่ ประกอบกับยอดจองรถที่สูงเป็นประวัติการณ์หลังจากเปิดขายอย่างเป็นทางการได้เพียง 1 วัน ทำให้ฮอนด้ายิ่งมั่นใจจะช่วยกระตุ้นตลาดรวมช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีได้ พร้อมยึดครองความเป็นผู้นำในทุก Segment ของตลาดรถจักรยานยนต์ไทย

สำหรับ รายละเอียดของยอดการจดทะเบียนในเดือนสิงหาคมปีนี้ ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์แบบครอบครัวได้รับความนิยมสุงสุด ด้วยปริมาณยอดจดทะเบียนเดือนสิงหาคม 60,682 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 50% และ หากดูจากยอดตัวเลขสะสมตั้งแต่ต้นปีจนกระทั่งถึงปัจจุบันแล้ว รถจักรยานยนต์ประเภทครอบครัวนี้ก็ยังคงเป็นรถยอดนิยมตลอดกาล ด้วยปริมาณยอดจดทะเบียนที่มากถึง 498,462 คันเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% ในขณะที่ค่ายฮอนด้าที่เป็นผู้นำตลาดนั้น มีอัตราครองตลาดในกลุ่มรถประเภทนี้ถึง 87% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ฮอนด้าให้ความสำคัญกับรถประเภทนี้เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์รถครอบครัวมาอย่างยาวนาน และนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ตลอดจนการยอมรับในกลุ่มผู้ใช้รถอย่างกว้างขวาง ประกอบกับ ด้วยการที่รถประเภทนี้เป็นรถจักรยานยนต์ที่ให้ความประหยัด และให้ความคุ้มค่าในการใช้งาน สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด

ส่วนรถประเภทอื่นๆ มีรายละเอียดยอดการจดทะเบียนสะสมตั้งแต่ครึ่งปีแรกจนถึงเดือนสิงหาคมปีล่าสุด ดังนี้ คือ รถแบบ เอ.ที. มีปริมาณ 469,821 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47%, รถแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ต 24,833 คัน สัดส่วนตลาด 2%, รถแบบสปอร์ต 8,618 คัน สัดส่วนตลาด 1% และรถประเภทอื่นๆ 7,155 คัน สัดส่วนตลาด 1%

ในขณะที่หากแบ่งแยกเป็นยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิต รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 661,493 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 66%, ยามาฮ่า 281,076 คัน อัตราครองตลาด 28%, ซูซูกิ 42,579 คัน อัตราครองตลาด 4%, คาวาซากิ 9,048 คัน อัตราครองตลาด 1%, เจอาร์ดี 1,170 คัน, แพล็ตตินั่ม 712 คัน, ไทเกอร์ 547 คัน และอื่นๆ 6,846 คัน
READ MORE - “ฮอนด้า” มั่นใจจุดพลุรถรุ่นใหม่ 2 รุ่น คาดตลาดรวมปีนี้เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 10%

“ฮอนด้า” มั่นใจจุดพลุรถรุ่นใหม่ 2 รุ่น คาดตลาดรวมปีนี้เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 10%

รายงานตลาดรถจักรยานยนต์ในเดือนสิงหาคม 2552 ด้วยปริมาณยอดจดทะเบียน 121,349 คัน ในขณะที่ปริมาณยอดจดทะเบียนสะสมตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึงเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 1,008,889 คัน ซึ่งลดลง 17% เมื่อเทียบกับยอดสะสมของช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรือเมื่อเทียบกับเดือนกรกฏาคมปีเดียวกัน ลดลง 14% แต่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขยอดจดทะเบียนโดยรวมของปีนี้จะหดตัวลดลง แต่หากวิเคราะห์อัตราการเติบโตในเชิงลึกมากขึ้น จะเห็นว่าเฉพาะตัวเลขปริมาณยอดจดทะเบียนของรถจักรยานยนต์ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยภายในปี 2552 นี้มียอดจดทะเบียนถึงเดือนสิงหาคมถึง 402,367 คัน ซึ่ง จากแนวโน้มและทิศทางของตลาดดังกล่าว ทำให้ค่ายผู้นำอย่างฮอนด้า ผู้บุกเบิกการนำระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดนี้มาใช้กับตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ยิ่งมีความมั่นใจ มุ่งเดินหน้ารุกเกมกลยุทธ์กระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดรวมอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยล่าสุดได้ประกาศก้องแสดงศักยภาพผู้นำตลาดเมืองไทย เปิดตัวรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดรุ่นใหม่พร้อมกันถึง 2 รุ่น “ฮอนด้า PCX” และ “ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ” พร้อมปรับตัวเลขการคาดการณ์ตลาดรวมสวนทิศทางยอดตัวเลขตลาดในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,470,000 คัน จากเดิมเมื่อต้นปีที่ 1,350,000 คัน

นายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการ บริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “หลังจากที่ฮอนด้าได้ประกาศเจตนารมย์เปลี่ยนแปลงยุคแห่งการขับขี่รถ จักรยานยนต์จากระบบคาร์บูเรเตอร์มาสู่ยุคการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์จ่าย น้ำมันแบบหัวฉีด ส่งผลให้ทิศทางตลาดรถจักรยานยนต์ในส่วนที่เป็นระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดนี้มี อัตราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมต่อเนื่อง พร้อมสามารถสร้างความเชื่อมั่นในคุณประโยชน์ของระบบได้มากขึ้น ซึ่งสาเหตุหนึ่งของสัญญาณที่ดีนี้ เนื่องมาจากคุณสมบัติเด่นด้านความประหยัด และสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมของตัวระบบและเครื่องยนต์เอง ประกอบกับการจัดกิจกรรมให้ความรู้และกระตุ้นตลาดเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้อย่าง ต่อเนื่องของค่ายผู้ผลิต ได้ส่งผลให้เกิดกระแสความตื่นตัว และความสนใจเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภค โดยปัจจุบันรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดของฮอนด้านี้มีปริมาณยอดจดทะเบียนปี 2552 ที่ 393,525 คัน ขณะที่ยอดจดทะเบียนรวมของทุกค่ายผู้ผลิตอยู่ที่ 402,367 คัน นับเป็นภาพของสัญญาณที่ดีแก่การเริ่มต้นในตลาดของไตรมาสสุดท้าย”

ทั้ง นี้ ล่าสุดค่ายผู้นำอย่างรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้ตอกย้ำกระแสความนิยมรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดที่มีมากขึ้น แสดงศักยภาพความเป็นที่หนึ่งตลอดกาลในตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ด้วยการแนะนำรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดถึง 2 รุ่น โดยรุ่นแรกคือ “ฮอนด้า PCX” รถจักรยานยนต์ระดับ World Premiere ที่ เป็นโมเดลระดับโลก และมีกำหนดเผยโฉมที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรก พร้อมให้คนไทยได้ขับขี่ก่อนใครในโลก เดือนพฤศจิกายนนี้ กับอีกหนึ่งรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ที่มีตำนานความสนุกจากประเทศญี่ปุ่น กับ Honda Scoopy i โดยทั้ง 2 รุ่นเป็นรถจักรยานยนต์แบบเอ.ที. และจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI ซึ่งจากกระแสการตอบรับจากมหาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่น “สกู๊ปปี้ ไอ” ในงาน Honda Fun United Festival ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ 3 จังหวัดติดต่อกัน เขาใหญ่, เชียงใหม่ และกระบี่ ประกอบกับยอดจองรถที่สูงเป็นประวัติการณ์หลังจากเปิดขายอย่างเป็นทางการได้เพียง 1 วัน ทำให้ฮอนด้ายิ่งมั่นใจจะช่วยกระตุ้นตลาดรวมช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีได้ พร้อมยึดครองความเป็นผู้นำในทุก Segment ของตลาดรถจักรยานยนต์ไทย

สำหรับ รายละเอียดของยอดการจดทะเบียนในเดือนสิงหาคมปีนี้ ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์แบบครอบครัวได้รับความนิยมสุงสุด ด้วยปริมาณยอดจดทะเบียนเดือนสิงหาคม 60,682 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 50% และ หากดูจากยอดตัวเลขสะสมตั้งแต่ต้นปีจนกระทั่งถึงปัจจุบันแล้ว รถจักรยานยนต์ประเภทครอบครัวนี้ก็ยังคงเป็นรถยอดนิยมตลอดกาล ด้วยปริมาณยอดจดทะเบียนที่มากถึง 498,462 คันเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% ในขณะที่ค่ายฮอนด้าที่เป็นผู้นำตลาดนั้น มีอัตราครองตลาดในกลุ่มรถประเภทนี้ถึง 87% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ฮอนด้าให้ความสำคัญกับรถประเภทนี้เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์รถครอบครัวมาอย่างยาวนาน และนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ตลอดจนการยอมรับในกลุ่มผู้ใช้รถอย่างกว้างขวาง ประกอบกับ ด้วยการที่รถประเภทนี้เป็นรถจักรยานยนต์ที่ให้ความประหยัด และให้ความคุ้มค่าในการใช้งาน สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด

ส่วนรถประเภทอื่นๆ มีรายละเอียดยอดการจดทะเบียนสะสมตั้งแต่ครึ่งปีแรกจนถึงเดือนสิงหาคมปีล่าสุด ดังนี้ คือ รถแบบ เอ.ที. มีปริมาณ 469,821 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47%, รถแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ต 24,833 คัน สัดส่วนตลาด 2%, รถแบบสปอร์ต 8,618 คัน สัดส่วนตลาด 1% และรถประเภทอื่นๆ 7,155 คัน สัดส่วนตลาด 1%

ในขณะที่หากแบ่งแยกเป็นยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิต รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 661,493 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 66%, ยามาฮ่า 281,076 คัน อัตราครองตลาด 28%, ซูซูกิ 42,579 คัน อัตราครองตลาด 4%, คาวาซากิ 9,048 คัน อัตราครองตลาด 1%, เจอาร์ดี 1,170 คัน, แพล็ตตินั่ม 712 คัน, ไทเกอร์ 547 คัน และอื่นๆ 6,846 คัน
READ MORE - “ฮอนด้า” มั่นใจจุดพลุรถรุ่นใหม่ 2 รุ่น คาดตลาดรวมปีนี้เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 10%